ควบคุมแคมป์คนงาน ไม่ให้แรงงานเดินทางกลับต่างจังหวัด

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ห่วงใยกลุ่มคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นในแคมป์ที่พักคนงานต่างๆ ที่มีการเดินทางจากแคมป์ที่พักอาศัยไปสู่สถานที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล รวมถึง 4 จังหวัดภาคใต้คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสงขลา จึงได้มีมติให้ปิดแคมป์คนงานเหล่านี้เป็นการชั่วคราว เพื่อระงับการแพร่ระบาด โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ดูแลค่าใช้จ่าย เงินค่าจ้างชดเชย ให้แก่ลูกจ้างแทนผู้ประกอบการ ในช่วงที่มีการประกาศปิด 1 เดือน แต่คนงานจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดไว้ โดยกระทรวงแรงงาน จะเข้าตรวจสอบเช็คชื่อคนงานทุกวัน เพื่อทำบัญชีค่าจ้างร่วมกับตัวแทนนายจ้าง หากลูกจ้างคนใดไม่อยู่ในแคมป์ก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป เพราะการจ่ายค่าจ้างนั้นอยู่ที่นายจ้างต้องรับรองด้วย



นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน จะประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อลงไปในพื้นที่และพบกับผู้ประกอบการ เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงมาตรการความช่วยเหลือจากรัฐบาล พร้อมกับขอความร่วมมือในการงดการเคลื่อนย้ายแรงงานทั้งหมดในเวลานี้ โดยในช่วงที่ปิดแคมป์ กระทรวงแรงงาน จะมีมาตรการเยียวยาให้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ซึ่งเป็นการชดเชยเยียวยากรณีว่างงาน เพราะเหตุสุดวิสัย เนื่องจากถูกปิดตามคำสั่ง ศบค. ซึ่งในเบื้องต้น กระทรวงแรงงาน มีแผนที่จะทำรายการจ่ายเงินสดให้คนงานที่แคมป์ทุกๆ 5 วัน ตลอดช่วง 1 เดือน ตามรายชื่อที่นายจ้างรับรองวันต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่มีการปิดแคมป์ดังกล่าว ซึ่งกระทรวงแรงงานจะมีระบบตรวจสอบว่าแรงงานที่จะได้รับการเยียวยานั้น จะต้องอยู่ในแคมป์จริงๆ

กระทรวงแรงงาน จะลงไปตรวจโควิด-19 เชิงรุกทุกแคมป์ที่ปิด และหากแคมป์ใดถือว่าปลอดภัยแล้วและได้รับวัคซีนในส่วน ม.33 แล้ว รวมถึงคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงแรงงาน ผู้ว่าราชการจังหวัด และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย จะดำเนินการปลดล็อคให้แคมป์นั้นกลับมาเปิดได้โดยเร็วที่สุด และอาจไม่ต้องรอให้ครบ 1 เดือน ขณะที่โครงการใดที่มีสัญญากับรัฐหรือเอกชน จะมีการขยายระยะเวลาสัญญาให้ในช่วงที่แรงงานต้องหยุดการทำงานทั้งหมด และขอความร่วมมือผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยเด็ดขาด และไม่ให้คนงานเดินทางกลับต่างจังหวัด โดยหน่วยงานของรัฐจะเข้าไปดูแลเรื่องอาหาร และความเป็นอยู่ให้เรียบร้อย โดยกระทรวงแรงงาน และผู้ว่าราชการจังหวัด จะขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเข้าไปดูแล เฝ้าระวังพร้อม ทั้งดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติมในแต่ละแคมป์ เพื่อดูความเรียบร้อยในช่วงเวลา 1 เดือนนี้ด้วย



นอกจากนี้ จากสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ใน กทม. และปริมณฑล มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโดย ศบค. จึงขอให้แต่ละจังหวัดเตรียมการเฝ้าระวังป้องกันและมุ่งเน้นการควบคุมโรคในระดับสูง รวมถึงแจ้งเตือนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) และเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เฝ้าระวังบุคคลที่ไปจาก กทม. และจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดสูง โดยพิจารณาเรื่องการ Quarantine อย่างเหมาะสมและเน้นการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง และคนที่มาจากจังหวัดอื่น หากพบการติดเชื้อให้เร่งคัดกรอง ควบคุมและรักษาโดยเร็ว

ส่วนของโรงงานในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ยะลา สงขลาและจังหวัดนราธิวาส ยังคงสามารถประกอบการได้ตามปกติ แต่ต้องมีการ Bubble & Seal รวมทั้งจะพิจารณากิจการที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค ซึ่งไม่เป็นการปิดทั้งหมด แต่จะมีมาตรการเฉพาะออกมาเป็นการชั่วคราว โดยรัฐบาลจะดูแลเป็นพิเศษทั้งหมดทุกกิจการ ทุกพื้นที่และทุกคลัสเตอร์ – (สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์)