สปสช.เขต 1 อนุมัติ 4 แสน ช่วยผู้ใหญ่บ้านแพร่ ที่เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน

0
120

4 มิถุนายน 64 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ ประชุมพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง กรณี นายอุดร เย็นจิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.ห้วยม้า อ.เมือง จ.แพร่ เสียชีวิตหลังจากไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 64 และต่อมาคืนวันที่ 18 พฤษภาคม 64 มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทางครอบครัวนำส่งไปรักษาตัว ในโรงพยาบาลแพร่ ก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่ง สปสช.ได้รับคำร้องช่วยเหลือในเบื้องต้น และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องฯ ในระดับพื้นที่ได้มีการพิจารณาในช่วงบ่ายวันนี้ โดยมีคณะอนุกรรมการ 5 ท่าน ซึ่งมี นายแพทย์เติมชัย เต็มยิ่งยง ผู้อำนวยการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ เป็นประธาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบแก่ครอบครัว โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ทางการแพทย์โดยถือเป็นผู้เสียชีวิตเคสแรกของภาคเหนือ หลังจากก่อนหน้านี้ทาง สปสช.เขต 1 เชียงใหม่ ได้รับคำร้องมาแล้วถึง 3 ครั้ง คือครั้งแรกจำนวน 77 ราย ครั้งที่สอง 28 ราย และครั้งที่สามล่าสุดอีก 33 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่มีผลกระทบเจ็บป่วยต่อเนื่อง ซึ่งมีการพิจารณาให้การช่วยเหลือไปแล้วตั้งแต่รายละ 1,000 จนถึง 100,000 บาท รวมแล้วกว่า 240,000 บาท โดยเฉพาะวันนี้มีการพิจารณาคำร้อง 33 ราย ได้รับการช่วยเหลือ 23 ราย เป็นเงิน 475,500 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นการมอบเงินให้ความช่วยเหลือ นายอุดร เย็นจิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.ห้วยม้า อ.เมือง จ.แพร่ เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท




ทั้งนี้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2564 และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ (ฉบับที่ 5) ที่ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยสาระสำคัญบางข้อ ได้แก่ ข้อ 3 “ผู้รับบริการ” หมายความว่า ผู้รับบริการซึ่งเป็นประชาชนคนไทยที่รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 “เงินช่วยเหลือเบื้องต้น” หมายความว่า ดงินที่จ่ายให้ผู้รับบริการหรือผู้อุปการะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019
หรือ โควิด-19

สำหรับข้อที่ 5 ระบุว่า ประเภทของความเสียหาย ที่เกิดจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือในเบื้องต้น แบ่งเป็น (1) เสียชีวิต หรือทุพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต และมีผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นในอัตราไม่เกิน 400,000 บาท (2) สูญเสียอวัยวะหรือพิการ ที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ในอัตราไม่เกิน 240,000 บาท และ (3) บาดเจ็บหรือป่วยต่อเนื่อง จากการได้รับวัคซีน โดยมีความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาประกอบด้วย โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นในอัตราไม่เกิน 100,000 บาท เป็นต้น



ทางด้าน นายแพทย์เติมชัย เต็มยิ่งยง ผู้อำนวยการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทาง สปสช.เขต 1 ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดแพร่ โรงพยาบาลแพร่ พร้อมฝ่ายปกครอง นำโดย นายสมศักดิ์
สุขประเสริฐ นายอำเภอเมืองแพร่ ลงพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ห้วยม้า อ.เมือง จ.แพร่ เพื่อไปเยี่ยมครบครัวผู้เสียชีวิต ได้พบกับนางเนตรนภา เย็นจิตร ภรรยา พร้อมกับบุตรชาย 2 คน คนโต 14 ปี และคนเล็ก 10 ปี พร้อมญาติพี่น้อง โดยได้เข้าเยี่ยมให้กำลังและสอบถามถึงความเดือดร้อนของครอบครัวผู้เสียชีวิตซึ่งทาง สปสช.ได้รับคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของครอบครัวนายอุดร และนำข้อมูลความเดือดร้อน ความเสียหายและเศรษฐกิจในครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือในเบื้องต้นต่อไป ซึ่งหลังผลดการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ จะมีการจ่ายเงินให้กับทางภรรยาผู้เสียชีวิต ภายใน 5 วัน ซึ่งเร็วสุดจะอยู่ที่ 3 วัน


นายแพทย์เติมชัย ยังย้ำว่า เป็นสิทธิของคนไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากภาครัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากเกิดกรณีประเภทความเสียหายตามที่ระบุเกิดขึ้น สามารถไปตรวจหรือไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่ท่านฉีด เพื่อให้แพทย์ช่วยให้การรักษาเบื้องต้น จากนั้นก็แจ้งความจำนงเขียนคำร้องขอรับการช่วยเหลือ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ เพื่อที่จะได้นำส่งคำร้อง เป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น ให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการรับวัคซีนดังกล่าว
หากตรวจสอบพบว่ามีการป่วยที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ทางการแพทย์ก่อน แต่จะมีมาตรฐานในการวินิจฉัยอาการต่างๆในเบื้องต้นอยู่แล้ว ว่าเข้าข่ายหรือไม่อย่างไร และภายหลังจะพิสูจน์แล้วว่าไม่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทาง สปสช.ก็จะไม่เรียกคืนเงินที่ได้ช่วยเหลือไปแล้วคืน.