ผบช.ภ.5 แถลงจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

0
253

ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 นำแถลง การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่แอบอ้างชื่อตนไปตุ๋นเหยื่อพร้อมเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หากมีกรณีนี้ให้ตัดสายทิ้งดีที่สุด ยันไม่มีนโยบาย

เมื่อ 13.10 น.ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 พร้อมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องแถลงข่าว การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ต้องหา 4 คน คือ

นายชิษณุพงษ์หรือเดี่ยว   ทองทวี อายุ 35 ปี ที่อยู่ 96/2 หมู่ 3 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายสุริยะหรือบ่าว   นิระโส อายุ 38 ปี ที่อยู่ 27/1 หมู่ 9 ต.ควนขนุน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นายศตวรรษหรือวุฒิ    สันติปาตี อายุ 47 ปี  ที่อยู่ 313 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 75 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายอนุรักษ์หรือแอน      เทพประเมิน อายุ 32 ปี  ที่อยู่ 162/5 หมู่ 2 ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด ส่วนผู้ต้องหาอีกหนึ่งคนสามารถหลบหนีไปได้  โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาซ่องโจร และร่วมกันฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ นอกจากนี้ยังตรวจยึดของกลาง เป็นโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ Sumsung  ฮีโร่ สีดำ 3 เครื่อง รายชื่อและหมายเลขบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย  และซิมการ์ดโทรศัพท์มือถืออีกหลายรายการ

ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI )และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนหลายหน่วยงานจนสืบทราบว่า คนร้ายแก๊ง Call Center กลุ่มนี้ได้เข้ามาก่อเหตุหลอกลวงประชาชน และเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพฤติการณ์โทรศัพท์หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน และจากการตรวจสอบพบว่านายอนุรักษ์หรือแอน   เทพประเมิน หนึ่งในสมาชิก ได้เช่าบ้านอยู่ที่ บ้านเลขที่ 286/75 หมู่ 6 ต.สันผักหวาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาโดยตลอด ต่อมาเมื่อวันที่ 27-29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตำรวจตรวจพบว่ากลุ่มดังกล่าวได้เข้ามาที่บ้านของนายอนุรักษ์ฯจริง  ก็จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ต้องสงสัย และมีการรวมกลุ่มเพื่อทำ Call Center อย่างแน่นอนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้น และเข้าตรวจค้นเมื่อ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา จึงได้เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวและพบผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ ภายในบ้านและกำลังใช้โทรศัพท์มือถือของกลางโทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหาย จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมของกลางโดยทันที ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 คนรับสารภาพ

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ บางส่วนเคยทำงานกับเครือข่ายในประเทศจีนมาก่อน และปัจจุบันผันตัวมาทำงานกันเอง จำนวน 5 คน โดยทำการโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้โอนเงินไปให้ โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน มีกระบวนการทำงานคือ โทรศัพท์สายแรก ดำเนินการเบื้องต้น จะทำหน้าที่หาข้อมูลโดยหาข้อมูลอินเตอร์เน็ต จากนั้น จึงได้ใช้โทรศัพท์โทรไปยังหมายเลขดังกล่าว เพื่อหลอกลวงโดยอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 5 หรือแม้กระทั่งอ้างว่าเป็นตนเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่กองปราบ และแจ้งกับผู้เสียหายว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายน่าจะถูกปลอมแปลงทำบัญชีซ้อนขึ้นมา จะต้องไปตรวจสอบที่ตู้เอทีเอ็ม จะเข้าลักษณะวิธีการคือ พูดให้เชื่อ ต่อมาจะโทรมาแบบขู่ให้กลัว และหาวิธีให้เหยื่อไปโอนเงินจากตู้เอทีเอ็มให้กับคนร้ายในแก๊ง และทั้งหมดจะนำมาแบ่งกัน ทั้งนี้เตือนถึงประชาชนอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด หากมีผู้ใดที่โทรมาในลักษณะนี้

สำหรับวิธีป้องกัน เมื่อตกเป็นเหยื่อแก๊ง คอลเซ็นเตอร์ หรือมิจฉาชีพ หากได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้จัก ควรทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน, ไม่โลภอย่าได้เงินรางวัลที่ไม่มีที่มา,ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น ถึงแม้ผู้ติดต่อจะอ้างตัวเป็นส่วนราชการ หรือสถาบันการเงิน เพราะส่วนราชการ และสถาบันการเงินไม่มีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนตัวลูกค้าผ่านโทรศัพท์ รวมทั้งไม่ทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากเงินอัตโนมัติตามคำบอกของผู้ที่ติดต่อ และควรสอบถามข้อเท็จจริงกับสถาบันการเงินที่ถูกอ้างถึงหรือใช้บริการ โดยติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า (Call Center)

และสิ่งที่ควรทำเมื่อตกเป็นเหยื่อ​ ให้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทำการอายัดบัญชีของคนร้ายโดยทันทีที่ผู้เสียหายรู้ตัว.