ชาวเขาร้องสื่อฯ ทนายยักยอกทรัพย์ เข้าแจ้งความตำรวจเชียงใหม่

0
983

นักข่าวเชียงรายได้รับการร้องเรียนจากชาวเขา ซึ่งมอบอำนาจขอช่วยติดตามกรณีถูกทนายคนหนึ่ง ฉ้อโกงทรัพย์ ต้องวิ่งโร่เข้าเชียงใหม่ แจ้งความตำรวจ สภ.ช้างเผือก ดำเนินคดีใน 4 ข้อหา ทั้งฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม

เมื่อ 15.00 น.วันที่ 18 สิงหาคม 60 ที่ สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ นายกิติธัช สุเรียมมา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ อาณาจักรพายัพ จ.เชียงราย ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายคือนายยอซุ จะอึ อายุ 35 ปี ชาวเขาเผ่าลาหู่ อยู่บ้านเลขที่ 242 หมู่ 6 ตำบลวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และนายสัมพันธ์ ฉัตรมงคลชัย ทนายความฝั่งผู้รับมอบอำนาจ เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีกับนายเจริญศักดิ์ มังคราช ทนายความสังกัดสภาทนายความจังหวัดเชียงราย  พร้อมเอกสารหลักฐานเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย ที่ส่งมอบให้กับนายเจริญศักดิ์ มังคราช และหลักฐานอื่นๆ

นายกิติธัช สุเรียมมา เปิดเผยว่า ได้มีนายนายยอซุ จะอึ ชาวเขาเผ่าชาวเขาเผ่าลาหู่ ได้เข้าร้องเรียนกับตนเองในฐานะสื่อมวลชน ว่าถูกนายเจริญศักดิ์ฯ ซึ่งเป็นทนายความรายนี้ฉ้อโกงทรัพย์ของตน เป็นรถยนต์ อีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน บห 6011 เชียงราย ซึ่งถูกยึดจาก ป.ป.ส.ในคดียาเสพติด ซึ่งตนถูกจับกุมในข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ยึดได้กว่า 900,000 เม็ด ซึ่งครั้งนั้นมีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 4 คน และตกเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และระหว่างพิจารณาคดีได้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำมากว่า 3 ปี รวมทั้งทรัพย์สินของตนซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.อายัดคือรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาทาง ป.ป.ส.ได้นำรถยนต์ของกลางคันนี้ไปขายทอดตลาดมูลค่าประมาณ 360,000 บาท กระทั่งเมื่อศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษาศาลอุธรณ์ ภาค 5 ให้ยกฟ้องกับจำเลยที่2-4 ตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 นายนายอซุ ฯ จึงติดต่อนายเจริญศักดิ์ มังคราช ทนายความรายนี้ และมอบอำนาจติดตามทรัพย์สิน ที่เจ้าหน้าที่ยึดไปกลับคืนมา เนื่องจากศาลตัดสินว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งทาง ป.ป.ส.ภาค 5 ได้ออกเช็คจำนวนดังกล่าวให้แล้ว เมื่อวันที่ 7 เมษายน 60

โดยพฤติกรรมทนายรายนี้ ได้ใช้กลอุบายล่อลวงทำให้นายอซุฯ หลงเชื่อ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การอ้างว่าตนเป็นทนายที่ดูแลคดีนี้จนถึงที่สุด โดยให้นายอซุฯ ลงรายมือชื่อในเอกสามอบอำนาจเมื่อ 8 พฤศจิกายน 59 เพื่อให้แป็นผู้ติดตามทรัพย์สินคืน และให้นายอซุฯ ไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาแม่จัน จ.เชียงราย เพื่อรอรับเงินเข้าบัญชี จากทรัพย์สินที่ถูกขายทอดตลาดไป จาก ป.ป.ส.ภาค 5 ซึ่งออกเช็คให้เมื่อ 7 เมษายน 60 ที่ผ่านมา  ต่อมานายอซุฯ ได้พยายามติดต่อทวงถาม เรื่องการติดตามทรัพย์สินคืนจากทนายรายนี้เรื่อยมา เนื่องจากรอมานาน แต่ไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในบัญชีแต่อย่างใด ทั้งๆที่รับเช็คไปแล้ว แม้จะโทรไปกี่ครั้งก็ยังถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จึงเข้าใจว่าถูกหลอกแน่นอน จึงเข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนดังกล่าว

ต่อมานายกิติธัช สื่อมวลชนรายนี้ ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจ ได้ติดตามเรื่องจากเจ้าหน้าที่การเงิน ป.ป.ส.ภาค 5 เพื่อขอดูหลักฐานการเบิกจ่ายเช็ค จึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่า ทนายรายนี้ไปรับเอาเช็คไปแล้วจริง โดยในเช็คสั่งจ่ายในนามของนายอซุ จะอึ หรือนายเจริญศักดิ์ มังราช โดยไม่ได้มีการขีดคร่อมแต่อย่างใด และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า ทนายรายนี้ได้นำเอกสารเป็นหนังสือมอบอำนาจจากนายอซุฯ มาขอรับเช็คและแจ้งกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ว่า ขอให้ใส่ชื่อของนายเจริญศักดิ์ฯ ลงไปด้วย โยอ้างว่านายอซุฯ ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจมา ทำให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.หลงเชื่อ จึงได้ใส่ชื่อของนายเจริญศักดิ์ฯ ลงในเช็คด้วย และรับเช็คไปเบิกเงินแล้วแต่ไม่นำส่งให้กับนายอซุฯ

โดยนายนายกิติธัชฯ ยังกล่าวว่า ตนยังจะยื่นเรื่องไปถึงประธานกรรมการมารยาท สภาทนายความแห่งประเทศไทยฯ ให้พิจารณาในเรื่องของพฤติกรรมและการกระทำผิดของนายเจริญศักดิ์ มังคราช ตามข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 และตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 หมวด 3 มรรยาทต่อตัวความ ข้อ 14 และข้อ 15 อีกด้วย

นายสัมพันธ์ ฉัตรมงคลชัย ทนายความฝั่งผู้รับมอบอำนาจ กล่าวว่า การมาแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เนื่องจากเรื่องเช็คนี้เกิดขึ้นที่สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 เขตท้องที่ สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ โยวันนี้ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทนายความรายนี้ใน 4 ข้อหาคือ ฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย.