เปิดตัวสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา สาขาเชียงใหม่ เชื่อมสัมพันธ์สองประเทศ

0
361

จัดงานเปิดตัวสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา สาขาเชียงใหม่ อย่างยิ่งใหญ่ เป็นอีกหนึ่งใน 21 สาขาในประเทศไทย เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของประชาชนสองประเทศ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน

               เมื่อ 19.00 น.วันที่ 7 มิถุนายน 62 ที่ ห้องประชุมคุ้มคำหลวง ศูนย์ประชุมนานาชาติคุ้มคำ เชียงใหม่ ได้มีการจัดงานสานสัมพันธ์สายน้ำสองแผ่นดิน (The two-realm river) หลอมรวมวัฒนธรรมไทย –เมียนมา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอาเซียน เปิดตัวสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา สาขาเชียงใหม่ โดยมี พลเอกทวีทรัพย์ โชครัตนชัย อุปนายก และเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา เป็นประธาน พร้อมกล่าวความเป็นมาของสมาคมฯ และแนะนำคณะกรรมการของสาขาจังหวัดเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งมี นางสุริยะวรวรรณญา สุริยะจักรวาล ประธานสมาคมฯ สาขาเชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการ ขึ้นบนเวทีเพื่อรับช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากประธานการจัดงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ทั้งนักการทูต ข้าราชการ นักธุรกิจ ทั้งสองประเทศเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

               ภายในงานมีการแสดงชุด สานสัมพันธ์สายน้ำสองแผ่นดิน และการแสดงดนตรีไทย-เมียนมา โดยวง Saw Klee การเดินแฟชั่นโชว์สุดตระการตาจากนายแบบและนางแบบ จากห้องเสื้อชั้นนำแห่งล้านนานคร จากนั้นแขกผู้มีเกียรติร่วมกาล่าดินเนอร์

               สำหรับความเป็นมาของสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา เกิดขึ้นหลังจากที่ในอดีตเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยและเมียนมา ต่อมาเมื่อปี 2544 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความผาสุกและความมั่นคง ให้ประชาชนทั้งสองประเทศมาอย่างเสมอภาค ซึ่งเป็นการจุดประกายในการก่อตั้งสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา เป็นสมาคมคู่แฝด เสมือนเป็นหลักประกันว่าไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำงานอยู่ฝ่ายเดียว และมีแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยผู้นำระดับสูงทั้งไทย-เมียนมา ให้การสนับสนุน ซึ่งการจัดตั้งสมาคมฯเมื่อ 13 กรกฎาคม 2544 มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานที่ปรึกษา และ พลเอกพัฒน์ อัคนิบุตร เป็นนายกสมาคมฯ ส่วนทางด้านเมียนมา มี พลเอกขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานอุปถัมภ์ โดยวัตถุประสงค์ขอทั้งสองสมาคมฯ เพื่อให้เป็นช่องทางในการติดต่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน ตลอดจนการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน.