เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตามนโยบายรัฐบาล ดึงต่างชาติร่วมลงทุน หลังวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไป

0
67

หม่อมหลวง ชโยทิต กฤดากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทย เปิดแผนการเข้ามาทำหน้าที่ หลังได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล โดยระบุว่า จะเดินหน้าทำตามนโยบาย ตอบสนองสิ่งที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ 12 S-Curve ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะต้องเพิ่มการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ หลังวิกฤตโควิด -19 ผ่านพ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตโควด -19 หลายประเทศปรับแผนการขับเคลื่อนประเทศกันใหม่ทั่วโลก รวมถึงไทยเองเช่นกัน



รัฐบาลได้เพิ่มแผนผลักดันทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ผลิตยาและการท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว มีผลกระทบกับจีดีพีของไทยอย่างมาก ประกอบกับปัจจุบันหลายประเทศในเอเชีย จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ต่างเป็นเป้าหมายของไทยในการเข้าลงทุนในอุตสาหกรรม รถยนต์ ทำให้ได้มีการสอบถามความเห็น เพื่อนำไปสู่การโน้มน้าวเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่ง มล.ชโยทิต ยอมรับว่า ต่างชาติสนใจแต่ติดขัดเรื่องขอวีซ่าในการอยู่ในประเทศที่มีระยะสั้นเพียง 1 ปี ดังนั้นแผนการโน้มน้าว จูงใจให้บริษัทต่างชาติ นักลงทุน เข้าลงทุนในไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทันสมัย ต้องเร่งดำเนินการ ตามที่ นายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันให้เกิดการปฎิรูป การถือวีซ่า เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้ผู้ที่มีชำนาญการและมีศักยภาพพิเศษ ตามแผน เข้ามาอยู่ในไทย ให้ได้เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคน หรือมากกว่า ขณะที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 แสนคน จะช่วยเพิ่ม ทั้งองค์ความรู้และเม็ดเงิน เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในระยะยาว


โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์อีวีในประเทศไทย ที่มีปัจจุบันมีกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ 15 เจ้าอยู่ในประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และจีน ก็มีการตอบรับอย่างดีที่จะลงทุนต่อในไทย ดังนั้นการที่ไทยมีแผนในการผลิตรถยนต์ อีวี ที่เปลี่ยนจากน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า ก็จะต้องพยายามผนวกเรื่องทั้ง 2 นี้ มารวมกัน ทั้งอุปกรณ์การผลิต ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่สิงคโปร์ มาเลเชีย ลุยในธุรกิจเหล่านี้อยู่ เพื่อให้ไทยเป็นประเทศต้นๆ ในสายผลิตด้วย รวมถึงธุรกิจผลิตยา ที่ไทยเล็งเห็นและตั้งเป้าหมายจะ ผลิตยาให้ได้ในระดับโลก โดยจะต้องหาแนวทางโน้มน้าวลงทุนในไทยให้เพิ่มขึ้นด้วย


นอกจากนี้ ไทยยังต้องการเป็นศูนย์รวมการเก็บข้อมูลระดับโลก เพื่อพลิกโฉม ดิจิทัล 4.0 และเป็นประเทศที่คนรุ่นใหม่สนใจ น่าจะมาลงทุนที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และการมาทำงานครั้งนี้ก็จะสานต่อเพื่อให้เดินหน้างานตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ไทยเองก็ต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ ซึ่งบีโอไอและสถาบันการศึกษา ก็รับจะช่วยพัฒนาคนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากจะไม่เป็นช่องว่างของไทยแล้วจะมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต