หอการค้าไทยเผยผลสำรวจสถานภาพธุรกิจไทยหลังโควิด-19 เร่งภาคการเงินปล่อยสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอีให้พ้นจากสภาพธุรกิจที่เปราะบาง

0
41

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการสำรวจสถานภาพธุรกิจไทย หลังโควิด-19 ปัญหา-อุปสรรค และแนวทางแก้ไข พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองกำลังซื้อของประชาชนยังไม่สามารถกลับมาได้ปกติ จะเห็นได้จากกิจกรรมลอยกระทงที่ผ่านมายังไม่คึกคักเท่าที่ควร ทำให้ปัจจุบันยอดขายของผู้ประกอบการธุรกิจ หรือ เอสเอสเอ็มยังอยู่ในเชิงลบสูง โดยภาคการค้าได้รับผลกระทบถึงร้อยละ 75.8 / ภาคบริการร้อยละ 67.1 ส่วนภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 44.3 โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.9 



จากการสำรวจพบว่า อัตราการว่างงานและทำงานต่ำกว่าระดับถึงร้อยละ 4.4 ทำให้กำไรของเอสเอ็มอีหายไปถึงร้อยละ 20 และมุมมองของผู้ประกอบการต่อเศรษฐกิจไทย เชื่อว่าจะขยายตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 65 ทั้งปีขยายตัวราวร้อยละ 1.5 ดังนั้น เอสเอ็มอีจึงต้องการสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในพยุงธุรกิจในช่วงต้นปีหน้า เฉลี่ยวงเงินที่ต้องการ 50,000-100,000 ล้านบาทต่อราย หรือคิดเป็นวงเงินรวม 2-3 แสนล้านบาทจากเอสเอ็มอี 3 ล้านรายในประเทศ นับเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงที่เอสเอ็มอีต้องการในขณะนี้อย่างมาก 


ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถช่วยได้เพียงพอจากการใช้วงเงินสินเชื่อตามพรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท พร้อมทั้งให้เข้าถึงหลักทรัพย์ค้ำประกันน้อย หรือไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ทั้งนี้ เอสเอ็มอียังมีความเป็นห่วงการระบาดของโควิด-19 ซ้ำในช่วงปลายปีนี้ หรือคิดเป็นระลอก 5 ในประเทศ เพราะต่างประเทศยังมีการระบาดอยู่ ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เพราะหากเกิดระบาด จะซ้ำเติมธุรกิจที่เปราะบางให้ปิดตัวลงได้ ซึ่งเอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของจีดีพี หรือคิดเป็นวงเงินสะพัดทางเศรษฐกิจประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี หากมีปัญหาจำเป็นต้องปิดกิจการลงประมาณร้อยละ 10 จะมีธุรกิจหายไปถึง 3 แสนราย โดยมองว่า เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงที่เอสเอ็มอีจะปิดกิจการลงประมาณร้อยละ 5 เฉลี่ย 1 แสนราย หรือคิดเป็นวงเงินสะพัดหายไป 3 แสนล้านบาท อาจทำให้การตกงานได้เพิ่มขึ้นกว่า 1-2 ล้านราย


นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงเวลานี้รัฐยังคงต้องเดินหน้ามาตรการป้องกันโควิด-19อย่างเข้มข้น รวมถึงเร่งการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ให้ครอบคลุมประชาชน ควบคู่กับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมกำลังซื้อในประเทศ เพื่อเร่งเปิดธุรกิจกลางคืนที่มีผลต่อการขยายตัวของจีดีพีถึงร้อยละ 20 ได้ด้วย