กอช.จับมือ สพฐ. ส่งเสริมเยาวชนนออมเงิน


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการสถานศึกษาส่งเสริมวินัยการออม ระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ร่วมกับ สพฐ. สำหรับผู้บริหารระดับสูง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เพื่อบูรณาการความร่วมมือ ส่งเสริมการออมในกลุ่มนักเรียนอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สพฐ. และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ  หวังให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทุกเขตทั่วประเทศ  ร่วมขับเคลื่อนการออมในระยะยาว ยอมรับว่าไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 64 มีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 20 ของประชากร และในปี 2574 มีสัดส่วนร้อยละ 28 นับว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสูงสุด

ทั้งนี้ ยอมรับว่า คนไทยประมาณ 20 ล้านคน ยังไม่เข้าสู่ระบบการออม ขณะที่ กอช. มีสมาชิกสะสมการออมแล้ว 2.4 ล้านคน ต้องหาทางดึงคนไทยผู้มีอาชีพอิสระเข้าสู่ระบบการออมเพิ่มขึ้น กระทรวงคลัง จึงพร้อมสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย กอช. เพื่อสร้างแรงดึงดูดใจในการส่งเงินสมทบ และขยายเวลาการออมออกไปเป็น 65 ปี และอีกหลายเงื่อนไข รวมทั้งร่วมผลักดันให้เป็นไปตาม  แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม  รองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ  เพื่อให้มีชีวิตมั่นคงหลังเกษียณ และต้องการย้ำสมการชีวิต  รายได้-ออมเงิน = การใช้จ่าย  เมื่อมีรายได้แล้วควรเจียดเงินนำมาสะสมการออม ก่อนนำไปใช้จ่าย

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  พร้อมส่งเสริมให้สถาบันการศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับกองทุนการออมแห่งชาติ  ร่วมอบรมให้ความรู้ด้านวางแผนการออมเงินแก่ผู้อำนวยการ ครู และอาจารย์ในโรงเรียนทุกเขตทั่วทั้งประเทศ ตระหนักถึงวิธีการวางแผนทางการเงิน การออมเงิน เทคนิคการบริหารจัดการเงิน  ขณะนี้มีนักเรียนในสถานศึกษาอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เกือบ 1 ล้านคน   เพื่อให้น้องๆนักเรียน เริ่มวางแผนออมเงินวันละ 1 บาท พอมีเงินครบ 50 บาท สามารถนำมาออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) โดยรัฐบาลสมทบเงินให้ 50% ของเงินออม คิดเป็นเงิน 25 บาท สูงสุด 600 บาทต่อปี   จึงรพ้อมพร้อมส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy)  นำมาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษา

​น.ส.จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า  กอช. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 และได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2558 มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญเพื่อส่งเสริมการออมเงิน เปิดโอกาสให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เข้าร่วมออมเงินกับรัฐบาลเพื่ออนาคต โดยทุกครั้งที่สมาชิกส่งเงินออมสะสม รัฐบาลจะเติมเงินสมทบเพิ่มให้ตามช่วงอายุ โดยอายุ 15 – 30 ปี  ​รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสม สูงสุดไม่เกิน 600 บาทต่อปี โดยอายุ >30 – 50 ปี​​รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออมสะสม สูงสุดไม่เกิน 960 บาทต่อปี อายุ >50 – 60 ปี ​​รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสม   สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี

​อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กอช. เปิดดำเนินการมาแล้ว 5 ปี จำนวนสมาชิกทั้งสิ้นกว่า 2.4 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2564) โดยสมาชิก กอช. ที่มีช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 30 ปี มีจำนวนเพียง 354,810 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.81 จากสมาชิก กอช. และคิดเป็นร้อยละ 4 ของกลุ่มเป้าหมายประชากรไทยที่มีอายุ 14-24 ปี ที่มีจำนวนอยู่เกือบ 9 ล้านคน (ข้อมูลสถิติประชากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สพฐ. ได้รู้จักการออมเงินเพื่ออนาคต และสมัครเป็นสมาชิก กอช. เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันหลังเกษียณเป็นรายเดือน และสร้างความมั่นคงทางการเงินในชีวิต ให้มีกินมีใช้ในอนาคต เพียงออมเงินขั้นต่ำ 50 บาทต่อครั้งต่อปี โดยรัฐบาลจะสมทบเงินให้อีกครึ่งหนึ่งของเงินออม ไม่เกิน 600 บาทต่อปี และนำเงินออมของสมาชิกไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งออมเร็วยิ่งดี เมื่อเรียนจบได้ทำงานในระบบ หรือรับราชการ สถานะการเป็นสมาชิกยังคงอยู่ ออมต่อได้เรื่อยๆ จนอายุครบ 60 ปี พร้อมรับเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของสมาชิก ตาม พ.ร.บ. กอช. และเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ กอช. จ่ายเงินบำนาญรายเดือนให้กับสมาชิก .-สำนักข่าวไทย