ช้างแม่แตง 66 เชือก แห่เทียนพรรษา หนึ่งเดียวในโลก

0
84

ช้างใน อ.แม่แตง กว่า 66 เชือกเข้าร่วมบวน  แห่เทียนเข้าพรรษาบนหลังช้าง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

เมื่อ 15.30 น.วันที่ 26 กรกฎาคม 61 ที่บริเวณถนนหน้าปางช้างแม่แตง บ้านแม่ตะมาน ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดขบวนแห่เทียนเข้าพรรษาบนหลังช้าง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา 28 กรกฎาคม 61 โดยมีขบวนช้างกว่า 66 เชือกเข้าร่วมบวน เดินจากหมู่บ้านชนเผ่า ปางช้างแม่แตง ไปยังวัดแม่ตะมาน ระยะทางประมาณ 500 เมตร โดยมี นายศราวุธ ไทยเจริญ นายอำเภอแม่แตง พร้อมภริยา เป็นประธานในพิธี  นางกมลพรรณ ดานุ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวแม่แตง  นายเสถียร ใจคำ ประธานชมรมผู้ประกอบการบ้านแม่ตะมาน เข้าร่วมงาน ซึ่งในขบวนได้ให้ประธาน พร้อมผู้ประกอบการในพื้นที่ นั่งบนหลังช้างพร้อมถือเทียนพรรษา ขณะที่ช้างขบวนที่นำหน้าประดับเทียนพรรษา พร้อมพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 เดินนำหน้าขบวน โดยมีผู้ประกอบการในพื้นที่ ชนเผ่าหลายชาติพันธุ์ พร้อมชาวบ้านแม่ตะมาน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

นางกมลพรรณ ดานุ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวแม่แตง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมงานสืบสานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาบนหลังช้าง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 จัดโดย สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวแม่แตง ร่วมกับ ชมรมผู้ประกอบการบ้านแม่ตะมาน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ พี่น้องประชาชนชาวตำบลกึ๊ดช้างทุกหมู่เหล่า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย และเพื่อเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรม อันดีงามของท้องถิ่น รวมถึงเพื่อเป็นการส่งเสริมและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และถือว่าเป็นการแห่เทียนพรรษาบนหลังช้างหนึ่งเดียวในโลก เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้มีช้างมากที่สุดในประเทศไทย

นายศราวุธ ไทยเจริญ นายอำเภอแม่แตง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการพัฒนาของทุกประเทศ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นว่า ส่วนใหญ่นั้น จะเน้นในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพื่อยกระดับประเทศ เพื่อเป็นพัฒนาที่ขาดความสมดุล ซึ่งละเลยการพัฒนาจิตใจ อันเป็นสิ่งสำคัญควบคู่กันไป ผลของการพัฒนา ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนและสังคม ที่เคยเป็นสังคมค่านิยมคุณธรรม มีจริยธรรม กลายเป็นสังคมที่หลงใหลในวัตถุนิยม และบริโภคนิยมที่ขาดระเบียบวินัย ดังนั้นการการมุ่งเน้นพัฒนาทางด้านจิตใจ โดยอาศัยมิติทางศาสนา นำศีลธรรมกลับคืนสู่สังคม เพื่อปรับเปลี่ยนและสร้างค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรม อันเป็นค่านิยมที่ดีงามของสังคมไทยในอดีต ทำให้คนในสังคมยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งการพัฒนาคนด้วยกระบวนการดังกล่าว จะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป.